นศ.มอง 6 ทัศนคติที่เป็นปัญหาต่อการศึกษา

สะท้อนมุมมอง 6 ด้านจากนักศึกษาที่เป็นปัญหาต่อการศึกษาไทย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) จัดโครงการ Redesigning Thailand โดยจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ด้วยชื่องานว่า Redesigning Thailand #4 ” เปิดแคมป์จับระบบการศึกษามาปรับทัศนคติ” เป็นการตั้งโจทย์มุ่งเชิญชวนนิสิตนักศึกษาคิดออกแบบนโยบาย

เพื่อการพัฒนาการศึกษาไทยด้วยคำถามว่า “ทัศนคติทางการศึกษาเรื่องใดที่เป็นปัญหาต่อการพัฒนาการศึกษาไทยและจะใช้มาตรการหรือนโยบายใด เพื่อการปรับทัศนคติทัศนคติการศึกษาไทยให้ดีขึ้น” มีทีมที่ผ่านเข้าสู่รอบตัดสินจำนวน 6 ทีมจากทั้งหมด 10 ทีม โดยทีมที่ชนะเลิศ ได้แก่ ทีมที่นำเสนอเรื่อง ทัศนคติ เด็กดีต้องเชื่อฟังครู ประกอบด้วยนายสิรภพ ลู่โรจน์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นานพงศรากร ปาแก้ว คณะสื่อส่รมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และน.ส.วรลักษณ์ ภักตร์อำไพ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ
สำหรับทัศนคติที่นิสิตนักศึกษามีการนำเสนอต้องการให้มีการปรับ ใน 6 เรื่องของทีมที่ผ่านเข้ารอบตัดสิน ได้แก่ 1.ทัศนคติ การศึกษาที่ดีมาจากอำนาจและการรวมศูนย์ ของนักศึกษาจากคณะสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยรามคำแหง คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี สาขามีเดีย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และคณะวิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม สาขาเทคโนโลยีวิศวกรรมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์กำลัง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
2.ทัศนคติการบริหารจัดการศึกษาที่ดีมาจากส่วนกลาง จากนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ และคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
3.ทัศนคติต่อการเรียนอาชีวะ ทีมจากคณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
4.ทัศนคติเรียนไปก็ไม่ได้ใช้ ทีมจากคณะเศรษฐศาสตร์ และคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
5.ทัศนคติครูคือผู้นำของการเรียนรู้ในห้องเรียน ทีมจากคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ6.ทัศนคติเด็กดีต้องเชื่อฟังครู ทีมจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาคอมพิวเตอร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ทั้งนี้ โครงการได้สร้างแรงขับเคลื่อนและแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ที่มุ่งมั่นมีส่วนช่วยแก้ไขและพัฒนาประเทศได้เห็นพลังความสามารถของตัวเอง อีกทั้ง ข้อคิดเห็นจากคณะกรรมการและคำปรึกษาจากนักวิจัยทีดีอาร์ไอ ก็มีส่วนได้ช่วยต่อยอดทางความรู้ด้านงานวิจัยและวิชาการที่นิสิต นักศึกษาจะนำไปปรับใช้ได้ในอนาคตต่อไป. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ thaihealth